


รายละเอียด
หมู่บ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหลุ่งประดู่สามัคคี ชาวบ้านที่นี่มีการรวมกลุ่มทอผ้าใช้ชื่อว่า “กลุ่มไหมไทยหลุ่งประดู่”ผลิตภัณฑ์ทอเป็นผ้าคลุมไหล่ ผ้าลายมัดหมี่ ผ้าลายสก๊อต ผ้าหางกระรอก การทอผ้าของกลุ่มมีการแบ่งงานกันทำตามความถนัด บางคนมัดหมี่ บางคนทอ ใครไม่มีกี่ทอผ้าที่บ้าน ที่นี่จะให้ยืมไปใช้ หรือจะมาทอที่นี่ก็ได้ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปัจจุบันเหลือไม่กี่ราย เมื่อก่อนมีเยอะ ขึ้นกับราคารังไหมด้วย ถ้าราคาดีคนจะหันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกัน แต่มีช่วงหนึ่งที่ราคาไหมตกต่ำมาก สาเหตุมาจากมีการลักลอบนำเข้าไหมราคาถูกมาจากประเทศจีน ช่วงเวลานี้การทำนา ทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ปลูกยูคาลิปตัส ถือว่าได้ราคาดี คนทอผ้าส่วนใหญ่อายุ 40-50 ปี ผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือ ผ้าหางกระรอก ถ้าเป็นหางกระรอกธรรมดาแต่ที่นี่มีการประยุกต์ลาย เป็นเกลียวถี่เกลียวห่างเกลียวกลาง การกลับมาใช้สีธรรมชาติย้อมทำมาได้สัก 6-7 ปีแล้ว แต่จะมีพวกมัดหมี่ที่ยังใช้สีเคมี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าด้วยว่าต้องการสีแบบไหน หลังการย้อมสีผ้าไหม ที่นี่จะต้มใบยูคาลิปตัสใส่ไปด้วย ช่วยทำให้สีย้อมไม่ออก ผ้าไม่ตกสี การรวมกลุ่มทอผ้าไหม ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหลายหน่วยงาน เนื่องจากเส้นไหมโรงงานมีราคาแพง ทางกลุ่มมีต้นทุนน้อย หน่วยงานต่าง ๆ จึงให้งบประมาณในการซื้อวัตถุดิบและให้เป็นเบี้ยเลี้ยง การของบประมาณจะสลับเวียนไปในแต่ละปีแต่ละหน่วยงาน ได้แก่ บ้านนารีสวัสดิ์ นิคมสร้างตนเอง อำเภอพิมาย องค์การบริหารส่วนตำบลหลุ่งประดู่ โดยรายได้ของกลุ่มจะหักไว้ 30 เปอร์เซ็นต์ เก็บไว้ใช้ในการบริหารจัดการ จากการได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในปี พ.ศ. 2553 อำเภอห้วยแถลงพิจารณาคัดเลือกกลุ่มไหมไทยหลุ่งประดู่เข้าอบรมตามโครงการ KBO การอบรมโดยใช้งบประมาณจากกรมการพัฒนาชุมชนอบรมระดับจังหวัด มีการส่งเข้าประกวด แล้วได้รับรางวัลที่1 ของจังหวัด ทำให้ผ้าไหมหางกระรอกลายไตรลักษณ์เป็นลายเอกลักษณ์ประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยมีนางชูศรี คะเรียงรัมย์ นางประดิษฐ์ ทองปอ เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ มีการสร้างเครือข่ายองค์ความรู้แก่สมาชิกเครือข่ายในจังหวัดนครราชสีมา ด้านการอบรมมีมหาลัยราชภัฎนครราชสีมาให้การสนับสนุนงบประมาณ เทคนิคและขั้นตอนการทอผ้าไหมหางกระรอกลายไตรลักษณ์มีดังนี้ เริ่มด้วยการเรียงเส้นยืนด้วยเส้นไหมย้อมสีธรรมชาติ มีสีส้ม สีเหลือง สีขาว สีชมพู สีเทา ในลักษณะการทอผ้าเกล็ดเต่า เส้นพุ่งที่นำมาทอผ้ามี 2 ประเภท คือ เส้นพุ่งที่ใช้เส้นไหมสีชมพูตีเกลียว ควบสีเหลืองให้ได้เกลียวถี่ เกลียวกลางและเกลียวห่าง รวมเป็น 6 กระสวย และเส้นพุ่งที่ใช้เส้นไหมสีชมพูตีเกลียวควบกับเส้นไหมสีเหลืองและเส้นไหมสีเทา ให้ใช้เกลียวถี่เกลียวกลางและเกลียวห่าง รวม 2 กระสวย ทอสลับกระสวย เรียงเกลียวถี่ เกลียวกลาง เกลียวห่าง บนเส้นยืนหลากสี จึงได้ผ้าไหมหางกระรอกลายไตรลักษณ์ กรณีนักท่องเที่ยวอยากดูวิถีชีวิตชุมชน อยากเห็นชาวบ้านแต่งผ้าไหมกันสวยงาม แนะนำให้มาร่วมงานบุญ เรียกว่างานบุญดอกไหมดอกเงิน จัดขึ้นเป็นประจำที่วัดหลุ่งประดู่ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี งานบุญนี้มีการนำไหมแต่ละบ้านมารวมกันแล้วขายนำเงินมาเข้าวัด งานประเพณีสำคัญอื่น ๆ คือ งานวันสงกรานต์ งานบุญกฐิน งานแต่งงาน งานบวช สำหรับผู้ที่ผ่านเข้ามาในหมู่บ้าน อาจสะดุดตากับป้ายที่เขียนไว้ว่า หมู่บ้านผ้าไหมนครชัยบุรินทร์ บ้านหลุ่งประดู่ นครราชสีมา “นครชัยบุรินทร์”เป็นการรวมกลุ่ม 4 จังหวัดภาคอีสานตอนล่างประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์และสุรินทร์ อันเป็นพื้นที่การสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน นั่นก็คือ ภูมิปัญญาการผลิตผ้าไหม



พิกัดสถานที่
แหล่งอ้างอิง
https://cbtthailand.dasta.or.th/webapp/relattraction/content/3755/
https://db.sac.or.th/museum/museum-detail/1320
https://www.lovethailand.org/travel/th/