


ด่านเกวียน สังเวียนคนปั้น
เดิมทีบริเวณนี้เคยเป็นเมืองเส้นทางการค้าหน้าด่านระหว่างจังหวัดโคราชกับชายแดนกัมพูชา เรียกกันว่า “ด่านกระโทก” ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ด้วยความที่มีพ่อค้ามากมายยกขบวนเกวียนแห่มากันเป็นกองคาราวานแวะหยุดพักกันบ่อยเข้า เลยได้ชื่อใหม่ว่า ด่านเกวียน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรทำไร่ไถนา ขายผักหญ้าไปตามเรื่อง จนกลุ่มชาวข่า ซึ่งมีเชื้อสายมอญ ได้เดินทางเข้ามาทำงานก่อสร้างโบสถ์ และได้มีการใช้ดินจากริมฝั่งแม่น้ำมูลขึ้นมาปั้นเป็นภาชนะ เผาเก็บไว้ใช้สอยในครัวเรือน จึงเกิดการแบ่งปันถ่ายทอดกรรมวิธีการทำสู่ชาวไทย เกิดเป็นอาชีพใหม่ที่ชาวบ้านต่างฝึกฝน จนกลายเป็นกลุ่มช่างฝีมือในที่สุด
ผู้คนในชุมชนด่านเกวียนมักใช้เวลาว่างจากการทำเกษตรกรรมมาสร้างสรรค์ผลงานเครื่องปั้นดินเผาต่าง ๆ ไว้ใช้เองในครัวเรือน อย่างไห โอ่ง กระถาง บ้างก็ขนใส่เกวียนไปแลกเปลี่ยนสินค้าที่กัมพูชา ต่อมาเริ่มมีการผลิตเป็นจำนวนมาก เน้นการจำหน่ายมากขึ้นจนกลายเป็นของดีประจำถิ่นไป ดินที่นำมาใช้นั้นมีคุณสมบัติพิเศษ ขึ้นรูปได้ง่าย ทนไฟ ไม่เบี้ยว ไม่บุบ เมื่อเผาออกมาแล้วจะมีความเงานิด ๆ ตั้งแต่ยังไม่เคลือบและจะมีสีส้มตามธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าเพราะดินที่ขุดมาจากริมฝั่งแม่น้ำมูลในช่วงที่มีความคดเคี้ยวเลี้ยวไปมาเหมือนงู โดยชาวบ้านเรียกกันว่า กุด นั้น อาจจะมีธาตุเหล็กผสมอยู่ในเนื้อดินมาก หรือที่ซื้อๆ กันอยู่นี่จะเป็นไหเสริมไยเหล็ก

ปัจจุบันชุมชนเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนสามารถผลิตสินค้าได้หลายสไตล์ ตั้งแต่เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน จาน ชาม หม้อ ไห เครื่องใช้ทางการเกษตร ยันอ่างปลาใหญ่ ๆ อ่างน้ำล้นไว้ตกแต่งบ้านและสวน เครื่องประดับเก๋ ๆ แม้แต่ตุ๊กตาดินเผาเด็กนั่งหัวเราะที่เห็นกันมาแต่กาลก่อน ตอนนี้ก็มีการปั้นตุ๊กตาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น หรือมาจากภาพยนตร์ชื่อดังตามสั่งก็มี

ซึ่งทั้งหมดนี้ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะประจำท้องถิ่นเอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งดินที่นำมาใช้ จนถึงการตกแต่งลวดลาย เรียกได้ว่าไม่เคยหยุดนิ่ง ยังมีการพัฒนาฝีมืออยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีทั้งเงินคริปโต ฯ หรือจะโควิด 19 ด่านเกวียนยังคงเป็นอีกหนึ่งสังเวียนทดสอบช่างฝีมืออาชีพกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้ความอยู่รอดเป็นเดิมพัน